จิตรกรรม ( Painting )
โดย.ศุภชัย สุกขีโชติ
งานจิตรกรรมเป็นศิลปกรรมอย่างหนึ่ง ที่มนุษย์ใช้เป็นสื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกความคิด ความเชื่อ ในขณะนั้น สามารถแสดงรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ สามารถแสดงอารมณ์ ของผู้สร้างงานจิตรกรรมนั้น ๆ ได้ มนุษย์สร้างงานจิตรกรรมมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ในถ้ำ ร่องรอยขีดเขียนในถ้ำต่าง ๆ ที่พบเห็นในปัจจุบันเกิดจากฝีมือของมนุษย์โบราณ ได้สร้างผลงานจิตรกรรมไว้ การสร้างงานจิตรกรรมมีในทุกชนเผ่าทั่วโลก งานจิตรกรรมบางครั้งทำหน้าที่เป็นภาษาภาพ และใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ใช้สื่อสารกับจิต วิญญาณ ความเชื่อประเพณี วัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชน
งานจิตรกรรมจึงไม่ใช่เพียงการเขียนภาพ เพื่อให้เหมือนหรือเก็บข้อมูลรายละเอียดของภาพ ให้มากที่สุดจึงถือว่าเป็นผลงานที่มีคุณภาพ ถ้าเป็นเช่นนั้นผลงานจิตรกรรมก็คงไม่ต่างกับ ภาพถ่ายบันทึกเหตุการณ์ทั่วไปเท่านั้น งานจิตรกรรมที่ดีจะแสดงตัวตน ความเป็นตัวเองของผู้สร้าง บอกถึงอารมณ์ความรู้สึก แสดงความคิด ของผู้นั้นได้อย่างดี
สำหรับบุคคลทั่วไปที่กำลังจะเริ่มฝึกฝนเรียน ในการทำงานจิตรกรรมในเบื้องต้นก็ยังเป็นการยากที่จะเข้าใจลึกซึ้งลงไปในเรื่อง จิต วิญญาณ อารมณ์ ความรู้สึก ที่นอกเหนือจากการเห็นด้วนตา แต่การฝึกฝน หมั่นเรียนรู้หาประสบการณ์ ก็จะทำให้ สามารถเกิดความเข้าใจ และรู้สึกไปในผลงานที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น
งานจิตรกรรมโดยทั่วไปก็จะหมายถึง ผลงานที่สามารถมองเห็นได้เพียงด้านเดียวอาจจะอยู่บนกระดาษ บนผนัง บนกระดาน หรือบนผ้าใบ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น สีน้ำ สีฝุ่น สีน้ำมัน สีอครายลิก สีโปสเตอร์ สีไม้ สีเทียน สีชอล์ก หรือใช้วัสดุ ต่าง ๆ ปะปิดผสมผสานลงไปบนผลงาน การเริ่มต้นเรียนจิตรกรรมควรจะต้องทำความรู้จักส่วนประกอบต่างๆ ในโครงสร้างงานจิตรกรรม ดังต่อไปนี้1. พื้นงาน
2. ภู่กัน
3. สีและวัสดุที่ใช้ผสมสี
4. ขาหยั่งเขียนภาพ
1. พื้นงาน คือส่วนที่ใช้รองรับสีหรือวัสดุต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในงานจิตรกรรม ถ้าเป็นจิตรกรรมสีน้ำ โดยทั่วไปมักจะใช้กระดาษ เป็นแผ่นพื้นงาน รองรับสีน้ำ แต่ถ้าเป็นสีน้ำมันโดยทั่วไปจะใช้ Canvas เป็นพื้นรองรับสีน้ำมัน ปัจจุบันสามารถหาซื้อ แบบที่ขึงไว้กับโครงไม้สำเร็จแล้วซึ่งพอจะหาซื้อสำเร็จได้ ถ้าไม่ใช้ขนาดใหญ่มาก หมายถึงขนาดที่ใหญ่กว่า 1 เมตร อาจจะต้องสั่งทำบ้าง สำหรับพื้นของผ้าใบเหล่านั้น จะถูกรองพื้นด้วยสีที่ใช้รองพื้นในการเขียนภาพโดยเฉพาะ จะมีคุณสมบัติดีพอจะเขียนสีน้ำมันได้ไม่ดูดซึมน้ำมัน โดยทั่วไปผ้าใบทีดีไม่ควรดูดซึมน้ำมันมาก ส่วนพื้นงานที่ใช้กับสีอครายลิก ไม่จำเป็นต้องมีเฉพาะเนื่องจากคุณสมบัติของสีอะครายลิกสามารถเกาะยึดกับวัสดุได้หลายชนิด ไม่ว่าจะบนกระดาษหรือผ้าใบ
โดยทั่วไปจะนิยมเรียก ผ้าใบที่ขึงบนไม้กรอบแล้วว่า " เฟรม " ( Frame ) หรือกรอบ
2. ภู่กัน ภู่กันที่ใช้ในการทำงานจิตรกรรมมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ภู่กันกลม กับภู่กันแบน และทั้ง 2 ชนิดนี้มีลักษณะขนนุ่ม กับขนแข็ง โดยทั่วไปภู่กันที่มีขนนุ่มมีสปริงดี จะเหมาะกับการเขียนสีน้ำ และภู่กันขนแข็งจะใช้ในการเขียนสีน้ำมัน แต่ก็ไม่เสมอไป บางคนอาจใช้แตกต่างจากนี้ เนื่องจากปรับให้เหมาะสมกับเทคนิคของแต่ละคน สำหรับการเขียนสีน้ำมันยังสามารถใช้" เกรียง " แทนภู่กันได้อีกด้วย เพราะสีน้ำมันมีความข้นมาก พอที่เกรียงจะปาดป้ายสีได้ เกรียงคือแผ่นเหล็กบาง ๆ มีด้านจับ เอาไว้ใช้ป้ายสี หรือผสมสี ในจานสีได้ ภู่กันที่ควรมีไว้ในการเขียนสีน้ำมัน อาจใช้ภู่กันเบอร์ 4, 8, 10, 12, ควรเป็นภู่กันขนแข็ง เพื่อใช้ในการขึ้นรูป หรือลงสีในระยะแรก ภู่กันขนแข็งจะเหมาะกับเทคนิคการเขียนโดยใช้สีหนา ๆ ใช้เนื้อสีมาก ขนภู่กันที่แข็งจะเป็นแรงพยุงสี ให้เกาะติดกับเนื้อผ้าใบได้ดี ภู่กันที่มีขนอ่อนก็สามารถเขียนสีน้ำมันได้ เหมาะสำหรับการเขียนสีบาง ผสมสีให้เหลวหน่อย และจะสามารถเกลี่ยเนื้อสีให้เรียบเข้ากันได้ ง่ายดูนุ่มนวล ข้อควรระวังสำหรับการขึ้นรูป บนผ้าใบ สำหรับการใช้ภู่กันควรใช้ภู่กันขนแข็ง และไม่ควรมีราคาแพงเกินไป เพราะการขึ้นรูปในระยะแรก บนผ้าใบจะทำให้ภู่กันสึกหรอมาก เรียกกว่า
ภู่กันแบน และ ภู่กันกลม เกรียง
สีที่ใช้ในการทำงานจิตรกรรมสามารถใช้สีได้หลากหลาย ในการนำมาทำเป็นจิตรกรรม เช่น สีน้ำ สีน้ำมัน สี่ฝุ่น สีโปสเตอร์ สีอะครายลิก ฯลฯ สำหรับสีน้ำมัน คือสีที่มีส่วนผสมระหว่างเนื้อสีกับน้ำมัน มีคุณสมบัติแห้งช้า แต่สามารถเกาะติดวัตถุได้แน่น ไม่ผสมกับน้ำ และไม่สามารถล้างน้ำออกได้ ปัจจุบันมีจำหน่ายทั่วไป บรรจุในหลอดขนาดต่าง ๆ รวมทั้งชนิดบรรจุกระป๋อง เวลาใช้งานต้องปีบเอาออกจากหลอด ลงบนจานสี หลังใช้ภู่กันจุ่ม " น้ำมันลินสีด "3. สีและวัสดุที่ใช้ในการผสมสี
" Linseed Oil " ผสมลงจานสีพร้อมกับการผสมสีต่าง ๆ น้ำมันลินสีดเป็นน้ำมันที่สกัดจากพืช เพื่อใช้สำหรับผสมกับสีน้ำมันโดยเฉพาะ ปัจจุบันมีจำหน่ายบรรจุเป็นขวดขนาดต่าง ๆ เมื่อต้องการจะล้างภู่กันสามารถล้างได้โดยน้ำมันสน ( Turpentine ) เป็นตัวล้าง จานสีสามารถทำขึ้นเองเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละคนได้ หรืออาจซื้อสำเร็จรูปได้จากร้านต่าง ๆ ได้เช่นกัน การทำจานสีควรใช้แผ่นกระดานขนาดพอเหมาะ หรือประมาณ ขนาดกระดาษ A4 - A3 หรืออาจเป็นกระดาษแข็งที่มีความหนาและแข็งแรง ควรมีพื้นขาวหรือสีเรียบ หุ่มด้วยกระดาษไขเมื่อจะเปลี่ยนก็เพียงแต่ฉีกกระดาษไขทิ้งไปแล้วหุ้มใหม่ แต่ถ้าไม่ใช้กระดาษไขจะใช้แผ่นพลาสติกหรือ ถุงพลาสติกสวมแทนก็สามารถทำได้ หรืออาจใช้กระดาน ที่แผ่นหน้าบุโฟเมก้า หรือแผ่นแข็งที่น้ำซึมไม่ได้ เป็นจานสีก็ได้ และควรมีผ้าไว้สำหรับเช็ดภู่กันด้วย
สรุปว่าวัสดุที่ใช้ในการเขียนภาพสีน้ำมันควรมี ภู่กัน , เกรียง ,น้ำมันลินสีด , น้ำมันสน , จานสี , ผ้าเข็ดภู่กัน .สีที่ใช้เป็นสีน้ำมัน ( Oil Colors ) และควรมีสีต่าง ๆไว้ใช้โดยทั่วไปนิยมใช้สีขาว Win Sor and Newton , Le France ฯลฯ
รายชื่อสี
- Gamboge
- Cadmium Ovange
- Cadmium Red Pale หรือ Vermillion
- Scarlet Lake
- Crimson Lake
- Rose Madder
- Purple Lake
- Mauve
- Prussian Blue
- Ultramarine Blue
- Cobalt Blue
- Cerulean Blue
- Emerald Green
- Sap Green
- Intense Green หรือ ( Veridian )
- Hooker Green Dark
- Yellow Ochre
- Burnt Sienna
- Sepia
- Indigo
- Titanium White
สำหรับผู้เริ่มหัดเขียน ไม่จำเป็นต้องมีไว้จนครบอาจเลือกบางตัวและสามารถผสมใช้ได้
4. ขาหยั่งเขียนภาพ
ขาหยั่งเขียนภาพเป็นอุปกรณ์ ในการเขียนภาพอีกชนิดหนึ่งและมีความจำเป็นพอสมควรสำหรับการเขียนภาพสีน้ำมัน นอกสถานที่ ควรเป็นชนิดที่สะดวกต่อการพกพาเคลื่อนย้ายได้ง่ายและแข็งแรงพอสำหรับการยึดจับกรอบภาพ( Frame )
การเขียนภาพจิตรกรรมสีน้ำมัน
สำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษา การเขียนภาพสีน้ำมันควรฝึกการร่างภาพด้วยดินสอ และสามารถลงน้ำหนัก ขาว - ดำ และสามารถสังเกตสัดส่วน ความแตกต่างของขนาดวัตถุ ที่จะเขียนได้พอสมควร ถึงแม้การเขียนสีน้ำมันจะเป็นการเขียนสีในลักษณะต่าง ๆ แต่เนื่องจากเราจะเริ่มฝึกฝนจากการสังเกตธรรมชาติ เช่นการเขียนหุ่นนิ่งอย่างง่าย ๆ มีวัตถุอยู่ในหุ่นไม่มากนัก เช่นเป็นส้ม , แจกันดอกไม้ , ผ้าต่าง ๆ ผู้เรียนจะต้องสังเกตขนาดและความแตกต่าง ๆ ของรูปทรง สีและพื้นผิว แสงเงา ต่าง ๆ จากแบบเพื่อใช้ในการฝึกฝนโดยเริ่มจากการร่างภาพด้วยดินสอ หรืออาจเป็นชอล์ก หรือบางคนที่มีความชำนาญอาจร่างด้วยสีน้ำมันเลยก็ได้ เมื่อร่างภาพและจัดภาพให้ได้สัดส่วนและสวยงามแล้ว อาจเริ่มผสมสีที่ผสมจากแบบ โดยคำนึงถึงสภาพสีส่วนรวมและผสมสีและลินสีดในจานสี โดยใช้ภู่กันที่มีขนาดใหญ่พอประมาณ เพื่อขึ้นรูปภาพทั้งภาพ เพื่อสร้างสภาพสีส่วนรวมและบรรยากาศของภาพในชั้นแรกนี้ไม่ควรใช้สีขาวมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ความสดของสีหม่นลงมาก สำหรับส่วนที่เป็นแสงมากระทบวัตถุอาจจะเว้นเนื้อผ้าใบไว้ก่อน ระยะต่อมาให้สังเกตส่วนที่เป็นแสงให้มากขึ้นแล้วผสมสีใหอ่อนลงโดยใช้สีขาว , เหลือง, หรือสีที่เป็นลักษณะของแสงบนวัตถุนั้น ในขณะนั้น ต่อมาอาจลดขนาดของภู่กันลง และสังเกตุรายละเอียดต่าง ๆ จากแบบให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของสีต่าง ๆ ในแสงและเงา
ทฤษฎีสี (Theory of Colors )
ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีสี เป็นสิ่งสำคัญ ในการเขียนภาพเพราะจะทำให้ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ความสามารถ และปฏิกริยาที่สะท้อนกลับมายังตาเรา เป็นภาพที่สวยงามได้ สียังแสดงอารมณ์ และความรู้สึกต่าง ๆ อีกมากมาย
แม่สีวัตถุธาตุ ( Pigmentary Primaries )
หมายถึงสีที่จับต้องได้สัมผัสได้ เช่นเป็นฝุ่น , ผง , แท่ง , หรืออยู่ในรูปของเหลวและสามารถนำมาผสม รวมกันได้ แต่จะมีสีอีกประเภทหนึ่งที่จะมีแม่สีที่แตกต่างกันออกไป เช่นแม่สีแสงอาทิตย์ และแม่สีวิทยาศาสตร์
แม่สีวัตถุธาตุ คือ
สีน้ำเงิน ( Prussian blue )
แดง ( Crimson lake )
เหลือง ( Gamboge tint )
สีทั้ง 3 นี้เมื่อผสมในสัดส่วนเท่า ๆ กันจะเกิดเป็นสีสำคัญ 3 สี เป็นวงสีขั้นที่ 2
แดง + น้ำเงิน = ม่วง ( Violet )
แดง + เหลือง = ส้ม ( Orange )
เหลือง + น้ำเงิน = เขียว ( Green )
น้ำเงิน + แดง + เหลือง เท่า ๆ กัน = สีกลาง ( Neutral tint ) ถ้ามีความเข้มของเนื้อสีมาก ก็จะเป็นสีดำ
แต่ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องผสมสีเหล่านี้จากแม่สีแล้วเนื่องจากมีการผสมสีเหล่านี้จากแม่สีไว้จำหน่ายแล้ว
แม่สีจากแสงอาทิตย์ ( Spectrum primaries )
ต่างจากแม่สีวัตถุธาตุ เป็นสีที่อยู่ในอากาศแต่เป็นผลของสีแดง , น้ำเงิน , เหลืองจับคู่กันมีอยู่ 3 สีคือ
สีส้มแดง ( Vermillion )
สีม่วง ( Violet )
สีเขียว ( Smerald )
เมื่อผสมกับ 3 สีนี้รวมกันแสงสว่างในอากาศทั่ว ๆ ไปซึ่งจะดูคล้ายสีขาว หรือไม่มีสี แตกต่างจากแม่สีในวัตถุธาตุ
กฎของสีตามธรรมชาติ ( Natural Order of Colour )
หรือวงจรสีธรรมชาติ วงจรนี้เกิดขึ้นตามหลักการผสมสี ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการผสมกันของแม่สี ธรรมชาติ เกิดเป็นสี 12 สีด้วยกันดังนี้
เมื่อสีทั้ง 12 สีนี้จัดเลียงกันตามน้ำหนักอ่อนแก่ เริ่มจากสีเหลืองแล้วไปจบที่สีม่วง เป็นสีที่เข้มที่สุด เป็นการจัดน้ำหนักสีตามธรรมชาติ( Values ) ที่เราสามารถพบเห็นได้ ตามดอกไม้ใบหญ้า และธรรมชาติทั่วไป ซึ่งมีผลกับการทำความเข้าใจในเรื่องสีเพื่อใช้ในการเขียนภาพ
วงจรสี 12 สีนี้ เมื่อนำมาจัดเรียงกันตามน้ำหนักอ่อนแก่จะสามารถแยกสีออกเป็น 2 กลุ่ม หรือ วรรณะ คือ วรรณะ ร้อน คือ เหลือง , ส้ม , ส้มแดง , แดงส้ม ,แดง ,และม่วงแดง ( Warm Tone ) วรรณะเย็น คือ ขาว , เขียว , เขียวฟ้า , ฟ้า , น้ำเงิน , ม่วง
วรรณะของสี ( Tone )
คือความแตกต่างของสี ที่สามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ วรรณะ ร้อน และวรรณะเย็น สีในกลุ่มวรรณะร้อน เช่นสีเหลือง ,แดง , ส้ม ส่วนสีวรรณะเย็น เช่น สีฟ้า คราม เทา ม่วงน้ำเงิน ความต่างกันของวรรณะ มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก ในภาพ เช่น เมื่อต้องการแสดงกำลัง อำนาจ ความกระชับกระเฉง ตื่นเต้น สีที่ใช้ควรอยู่ในวรรณะร้อน แต่ถ้าต้องการความสงบเยือกเย็น เงียบ เชื่องช้า ก็ควรใช้สีในวรรณะเย็น แต่ที่กล่าวมาแล้วมิใช่ต้องการใช้สีวรรณะใดวรรณะหนึ่ง เท่านั้น ในภาพเราอาจใช้ทั้ง 2 วรรณะ แต่ควรรู้จักใช้วรรณะใดวรรณะหนึ่งเป็นส่วนรวมของภาพ
ค่าของสี ( Valves )
ความหมายความอ่อนแก่ของสี แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ค่าของสีหลายสี ( Valves of Differeut Colours )
คือค่าของสีอ่อนแก่แต่มีสีต่างกัน เช่น เหลือง ส้ม ส้มแดง แดง หรือเขียวอ่อน เขียว เขียวฟ้า เรียงตามวงจรสี
2. ค่าของสีสีเดียว ( Values of Singie Colours )
คือค่าของสีสีเดียวแต่มีค่าอ่อนแก่เรียงลำดับ
การรู้จักจัดลำดับความอ่อนแก่ของสี นอกจากจะเรียนรู้ทางทฤษฎีแล้วต้องอยู่ที่การฝึกฝนทดลองใช้ จะทำให้การเขียนภาพที่ต้องการความลึก ปริมาตร ความกลม หรือความมีมิติ เกิดขึ้นได้อย่างสวยงาม และขึ้นอยู่กับความชำนาญ ในการจัดระดับ ความอ่อน แก่ ของสี ในทั้ง 2 ลักษณะนี้
การประสานสีอย่างง่าย ๆ ( Simple Harmonies )
การประสานสีอย่างง่าย ๆ เป็นหลักเบื้องต้นของการระบายสี โดยอาศัยที่อยู่ในตำแหน่งข้างเคียงกัน ในวงจรสี 2-4,5,6 แต่ไม่ควรเลยไปถึงลำดับที่ 7 เพราะจะเป็นสีคู่ตัดกันหรือสีคู่ตรงกันข้าม
การประสานสีต่างวรรณะ (Harmonies of Different Tones )
คือการใช้สีทั้ง 2 วรรณะในภาพเดียวกัน แต่พยายามให้เกิดความกลมกลืน โดยใช้สีในวรรณะใดวรรณะหนึ่ง มีปริมาณเป็นเปอร์เซนต์สูงเช่น 70% -80% ส่วนอีกวรรณะหนึ่งให้มีปริมาณน้อยลง หรือประมาณ 20% - 30% สีวรรณะที่มีเปอร์เซนต์ 70 %-80% นั้นเป็นวรรณะหลักในภาพ ส่วนสี 20% -30% เป็นรอง ภาพทั้งหมดจะกลมกลืนกันได้ เช่นเมื่อเราเขียนภาพทิวทัศน์ต้นไม้สภาพส่วนรวมในภาพจะเป็นสีเขียวส่วนใหญ่ แต่เมื่อในกลางวันแสงออกแรงมาก ก็จะมีสีเหลือง สีส้มเข้ามาร่วมด้วย แสงแดดเป็นการใช้สีในลักษณะ 2 วรรณะร่วมกันอย่างกลมกลืน
สีคู่ตัดกันอย่างแท้จริง ( Complementaries of True Contrasts )
สีคู่ตัดกันอย่างแท้จริง คือสีแม่สี 3 สี และประกอบด้วยสีที่มีการผสมกับคู่สี ของแม่สีธรรมชาติ ในวงจรสี 12 สี และเมื่อจับคู่ผสมกันจะเป็นสีกลางคือ
สีเหลือง ( Yellow ) สีคู่ สีม่วง ( Violet )
สีส้มเหลือง ( Orauge ) สีคู่ สีน้ำเงินม่วง ( Uitramarine )
สีส้ม ( Vermillion ) สีคู่ สีน้ำเงิน ( Cobalt )
สีส้มแดง ( Scariet ) สีคู่ สีเขียว ( Green )
สีม่วงแดง ( Purple ) สีคู่ สีเขียวเหลือง ( Yellow - Green )
สีคู่เหล่านี้ คือสีคู่ตัดกันอย่างแท้จริง แต่ยังมีสีคู่ตัดกันอย่างธรรมดา ( Ordinary Contrasts ) เป็นขาวกับดำ เหลืองกับน้ำเงิน เป็นต้น จะตัดกันเนื่องจากมีน้ำหนักสีที่แตกต่างกันมาก แต่น้ำหนักของสีแตกต่างกันน้อยหรือไกลเคียงกันเราเรียกว่าค่าของสีหลายสี ( Values of Colours )
การใช้สีตัดกันอย่างแท้จริง
การใช้สีตัดกันในภาพ เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาจากทฤษฏี เละประสบการณ์ในการทำงาน เพราะถ้าคู่สีตัดกันอยู่ในภาพโดยมีปริมาณเท่ากัน ทำให้ภาพดูฉูดฉาด หรืออาจแบ่งแยกจากกันได้ จึงควรศึกษาวิธีใช้ดังนี้
วิธีใช้สีตรงกันข้าม
ใช้โดยควบคุมปริมาณและสัดส่วนของคู่สีให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เช่น สีแดง 80% สีเขียว 20% ของพื้นที่ภาพ การใช้โดยลดค่าสีลง ด้วยการลดค่าสีคู่ตัดกัน ที่มีเนื้อที่เท่ากันอาจจะลดความสดใสของสีใดสีหนึ่งลง การใส่ลวดลายเล็ก ๆ บนสีคู่ตัดกันสลับกันไปก็สามารถใช้ได้อย่างสด ๆ ได้ โดยที่สีจะผสานกันไปเอง การใช้เส้นสีเข็ม ตัดขอบนอกของลอยตัดกันของคู่สีคล้ายกับการประดับกระจกสี
(Staine Glasses) เส้นที่ตัดกันตรงรอยต่อของคู่สีจะช่วยลดความรุนแรงของสีลงได้ การทำให้สีคู่ตัดกัน ทั้ง2สีลดค่าของสีลงได้ การผสมซึ่งกันและกัน ก็จะลดความรุนแรงในการตัดกันของสีลงได้
หลักทฤษฎีในการใช้สีคู่ตัดกันที่กล่าวมานี้ อาจมีวิธีการอื่น ๆ อีกซึ่งจะสามารถค้นพบ ด้วยการฝึกฝน ทดลอง และประสบการณ์ของผู้เรียนเอง
วรรณะสีส่วนรวม ( Tonalities )
คือสภาพของสีที่ผสมกลมกลืน กันสีในภาพด้วยวิธีต่าง ๆ เกิดเป็นสภาพสีส่วนรวมของสีต่าง ๆ เช่น วรรณะสีส่วนรวมของสีเขียวเมื่อเห็นภาพทิวทัศน์ต้นไม้ แต่เมื่อลึกลงไปในรายละเอียดแล้ว ในภาพอาจมีจุดมีรอยแต้มสีหรือส่วนของรูปทรงย่อย ๆ ที่ไม่ใช้สีเขียวแต่อาจเป็นกลุ่มสีข้างเคียงเช่น เหลือง ฟ้า ม่วง น้ำเงิน หรือส้ม น้ำตาล อยู่ในภาพก็ได้ ซึ่งจะคล้ายคลึงกับเรื่องวรรณะร้อน วรรณะเย็น แต่ผสมผสานสีหลากหลายมากกว่าและยังคงสะภาพของสีส่วนรวมนั้น ๆ ไว้ด้วย
สีเอกรงค์ ( Monochromes )
สีเอกรงค์ คือสี ๆเดียว หรือสีที่แสดง อิทธิพลออกมาอย่างเด่นชัด เพียงสีเดียว คล้ายกับวรรณะร้อน วรรณะเย็น แต่การใช้สีเอกรงค์นั้น คือการเจือสีหลัก สีใดสีหนึ่งให้มีครอบคลุมไปทุกสี ในกรณีที่ใช้หลายสี เช่นจะใช้สีเหลืองเป็นสีหลัก และต้องการใช้สีแดงและสีเขียวเพิ่มจะต้องนำสีเหลืองผสมลงในสีแดงและสีเขียวด้วย เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการทำให้ภาพมีความประสานกลมกลืน สวยงาม .
การกลับค่าสีของสี ( Discord ) หรือสีขัด
การกลับค่าสีหรือสีขัด เป็นการใช้สีเพื่อลดความเรียบง่าย หรือวรรณะของสีที่มีความกลมกลืนกันมาก จนเกิดความเบื่อหน่าย เป็นการสร้างความขัดแย้งขึ้นในภาพเพื่อให้เกิดความหน้าสนใจ ไม่น่าเบื่อจนเกินไป เช่น ลูกส้ม สีเหลืองผิวเงางาม จุดที่เป็นจุดสว่าง ( High Light ) อาจเป็นสีม่วงบาง ๆ ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของสีเหลือง ที่อยู่รอบจุดสว่างที่ให้เกิดสีคู่ตรงข้ามนั้นเอง
สีสว่างในที่มืด ( Intensity )
การใช้สี Intensity หรือการใช้สีสว่างในที่มืด หรือการใช้สีสดใสที่มีปริมาณไม่เกิน 10 % ของพื้นที่ในภาพ ให้ท่านสังเกตภาพแสงไฟในทิวทัศน์จริง ยามกลางคืน กลางทุ่ง ที่มีแสงไฟ เพียง 2 ดวงเป็นจุดเล็ก ๆในภาพเขียนมักจะใช้สี Intensity ในการแก้ปัญหาสภาพสีส่วนรวมที่หม่นมัว ให้มีบรรยากาศไม่ทึบตัน
สีเลื่อมพราย ( Scintillation or Vibration )
สีเลื่อมพรายเป็นการใช้สีให้เกิดปฎิกิริยา สั่นสะเทือน เคลื่อนไหวต่อสายตา โดยอาศัยสีตรงข้าม และสีส่วนประกอบ เป็นตัวนำให้เกิดปฎิกริยาทางสายตาในงานจิตรกรรมการเขียนโดยเกลี่ยสีจนเรียบอาจทำให้ภาพน่าเบื่อเรียบง่ายเกินไป การใช้สีเลื่อมพรายคือการ จุด แต้ม ระบาย เป็นส่วนเล็ก ๆ หลายสีสลับกันด้วยสีสด ๆ เช่นเมื่อต้องการให้มองเห็นเป็นสีเขียวอาจใช้วิธีแต้มสีน้ำเงินสลับกับสีเหลือง หรือต้องการให้รู้สึกเคลื่อนไหวอาจใช้สีเขียว ( Emeraid ) และสีม่วง ( Violet ) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของสีน้ำเงิน มาจุดสลับปะปนกัน และใช้สีคู่ของสีน้ำเงิน คือสีส้มจุดลงไปด้วย จะเกิด Vibration ของสีน้ำเงินขึ้นทันที
การนำสีส่วนประกอบ ( Compoment ) หรือสีคู่ ( Complementaey ) ของสีที่ต้องการมา
ระบายเป็นจุด ๆ สลับกัน สีควรใช้สีแท้สด ๆ จะทำให้เกิดปฎิกริยา เป็นประกายเด่นชัดขึ้น ถ้าใช้สีที่ทึบหรือเข้มหม่นก็จะทำให้เป็นสีกลางได้ การใช้สีให้เกิด Vibration นั้นจำเป็นต้องรู้ถึงสีส่วนประกอบของสี พร้อมทั้งสีคู่ของแต่ละสีด้วย ซึ่งมีดังนี้
สี ( Colour ) | ส่วนประกอบ ( Components ) | สีคู่ ( Complementaries ) |
| yellow | Vermilion + Emerald | Violet |
| Yellow - green | Yellow - blue | purple |
| green | Yellow - blue | Crimson |
| Blue - green | Yellow - blue | Scarlet |
| Cobalt - blue | Emerald + Violet | Vermilion |
| Ultramarine | Blue + Crimson | Orange |
| Violet | Blue + Crimson | Yellow |
| Purple | Blue + Crimson | Yellow - green |
| Crimson | Violet + Vermilion | Green |
| Scarlet | Crimson + Yellow | Blue - green |
| Vermilion | Crimson + Yellow | Coblat – Blue |
| Crane | Crimson + Yellow | Ultramarine |
อย่างไรก็ตาม การศึกษาเรื่องสีเพียงการอ่านเท่านั้น ไม่สามารถทำความเข้าใจการใช้สีในงานจิตรกรรมได้ ท่านจะต้องทดลองใช้และฝึกฝนวิธีใช้เพื่อเพิ่มความเข้าใจ และเกิดความชำนาญทำให้การใช้สีในงานจิตรกรรมส่งเสริมงานของท่านให้สมบูรณ์ขึ้น
เมื่อเริ่มเรียนจิตรกรรม หลายท่านที่เริ่มเรียนจิตรกรรม ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นคนรักงานศิลปะ แต่ยังขาดทักษะ ในการทำงานเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอื่นต้องเข้าใจกันก่อนว่า การทำงานจิตรกรรมไม่ใช่การเขียนภาพเหมือน ภาพถ่าย หรือการบันทึกภาพ จากกล้องถ่ายภาพ งานจิตรกรรมไม่ใช่การทันทึกภาพโดยตรง แต่เป็นการบันทึกอารมณ์ความรู้สึก ความคิดจากธรรมชาติ แต่ไม่ใช่การเรียนแบบธรรมชาติ ภาพที่งดงามต่างๆ ที่ท่านเห็นเป็นภาพที่ศิลปินใช้ความคิด และทักษะความชำนาญสร้างผลงานเหล่านี้ขึ้นมาจากธรรมชาติ
เมื่อเริ่มเขียนภาพการร่างภาพเป็นเรื่องสำคัญ อันดับแรกเพื่อไม่ให้เกิด ความสิ้นเปลืองสี และวัสดุอื่นๆ ที่จะตามมาทีหลัง การร่างภาพสีน้ำมันบน "เฟรม" โดยทั่วไปเราจะใช้ดินสอ ในการร่างภาพเราสามารถร่างภาพได้ทั้งดินสอดำ ดินสอสี หรืออาจจะใช้สีน้ำมันในการร่างภาพก็ได้
การร่างภาพควรคำนึงถึง สัดส่วนของส่วนต่างๆ ที่ท่านกำลังเขียนอยู่ โดยใช้หลักองค์ประกอบศิลป์ หรือหลักการจัดภาพ โดยคำนึงถึงจุดสนใจของภาพ ส่วนรวมของภาพ กำหนดให้อยู่ในตำเหน่งที่เหมาะสม เช่น ในการเขียน ภาพแจกันที่มีดอกไม้ในแจกัน แต่ท่านกลับจัดภาพ โดยตัดจุดสนใจและแจกัน ให้ขาดหายไป
ท่านควรจัดภาพ ให้จุดสนใจอยู่ในตำเหน่งที่เป็นประธานของภาพได้ เช่น ( ตามตัวอย่าง )
ในการจัดภาพหุ่นนิ่ง ขนาดของภาพควรจัดอยู่ในตำแหน่ง และ ขนาดที่เหมาะสมตำแหน่งของจุดสนใจของภาพ
และเมื่อท่านเริ่มลงสีท่านก็ไม่ควรระวังเรื่องความเหมือนจนทำให้ท่านไม่กล้าที่จะเล่นกับการใช้สีการแต้มภู่กัน สร้างร่องลอยต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ผลงานมีรสชาติ และสวยงาม แตกต่างไปจากภาพเหมือนตามธรรมชาติ และสุดท้ายเมื่อท่านสามารถควบคุมการใช้สีการใช้ภู่กันของท่าน ให้เป็นไปตามที่ท่านต้องการแล้ว ท่านก็จะเป็นผู้สร้างฝันจากธรรมชาติ ด้วยตัวท่านเอง เรื่องสำคัญคือท่านจะต้องฝึกฝนให้มากพอ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น